![]() ![]() |
Jan 22 2007, 04:31 PM
Post
#1
|
|
|
Newbie ![]() Group: Members Posts: 19 Joined: 23-August 06 Member No.: 8704 |
พอดีผมอยากจะเปลี่ยนสายงานดูครับ เลยจะรบกวนถามพี่ ๆ เพื่อน ๆ หนะครับว่าควรทำอย่างไรดี เพราะอยากทำด้าน Java ตอนนี้ก็ทำงานมาประมาณ 2 ปีแล้ว แต่ไม่ได้ตรงสายงานเลย งานที่ทำอยู่ปัจจุบันออกแนวไปทาง Admin เสียมากกว่า
ผมจบ Com science มาหนะครับ ตอนนี้ เห็นตามสมัครงานต้องการพวกที่มีประสบการณ์แล้วทั้งนั้น ไม่ทราบว่า พี่ ๆ เพื่อน ๆ มีแนวแนะนำอย่างไรบ้างครับ ผมต้องเริ่มจากตรงไหนดี ผมคิดว่า อย่างไรคงต้องไปสอบ Cert ให้ได้แน่ ๆ แต่นอกจากนั้นจะทำอย่างไรดีครับ กับ เงื่อนไขของการรับสมัครงานครับ ขอบพระคุณครับ |
|
|
|
Jan 22 2007, 11:05 PM
Post
#2
|
|
![]() Topgun Group: Topgun Posts: 2758 Joined: 7-April 03 From: Anfield, Liverpool, England Member No.: 237 |
สอบ Cert ก็ดีครับ ถือว่าเป็นการสร้างแรกจูงใจแบบหนึ่งครับ เหมือน force ตัวเองให้ต้องศึกษาแต่จริงๆไม่ต้องสอบก็ศึกษาด้วยตัวเองได้ครับแต่แค่ cert ไม่พอครับ ประสบการณ์สำคัญถ้าเป็นไปได้ผมอยากแนะนำให้หางาน freelance เสริมครับ ถ้าหากงานประจำไม่เอื้ออำนวยให้ เพื่อสั่งสมประสบการณ์จากงานจริงครับ
|
|
|
|
Jan 23 2007, 04:19 AM
Post
#3
|
|
![]() Star Group: Star Posts: 731 Joined: 18-December 06 Member No.: 10538 |
สวัสดีครับ
ผมก็เคยเจอสถานการณ์แบบนี้นะครับเมื่อประมาณ 6-7 ปีก่อน ก่อนหน้านั้นผมก็ใช้ Java มา 3 ปี แต่ก็ไม่ถึงขั้นเก่งอะไรมากนัก อาศัยใจรัก และศึกษาด้วยตัวเองตลอด ในช่วงนั้นก็มีใช้ ASP, PHP บ้าง มีงานเกี่ยวกับ Graphic Design, Web Design บ้าง จนวันหนึ่งบริษัทฝรั่งที่ผมทำอยู่ต้องปิดตัวลงเพราะเจ้านายชาวแคนดาของผมซึ่งเป็นหุ้ นส่วนใหญ่ของบริษัท มีปัญหากับหุ้นส่วนคนอื่นในบริษัทแม่ที่แคนาดา จึงจำใจต้องปิดบริษัทในเมืองไทยแบบกระทันหัน ใจหนึ่งก็เสียใจต้องตกงานกระทันหัน ใจหนึ่งก็ดีใจจะได้ปรับเข็มทิศชีวิตให้เข้าที่เข้าทางสักที แต่ผมก็ยังโชคดีได้ตังค์มาก้อนหนึ่งก่อนออก แต่ก็ไม่มากเท่าไรนัก พอประทังชีวิตไปได้สักพัก... ผมนั่งคิดนอนคิดว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี จนในที่สุด... ผมนึกถึงพี่คนหนึ่งที่เป็น consultant ของซันฯ ซึ่งเคยเข้ามาช่วยตอบกระทู้ผมใน pantip.com แล้วแกให้อีเมล์ไว้ ก่อนหน้าผมไม่รู้ว่าแกอยู่ซันฯ จนได้ส่งอีเมล์ไปถามบ่อย ๆ จึงทราบ คราวนี้ผมอีเมล์ไปหาแกอีก สารภาพจากใจจริงบอกไปตรง ๆ ว่าอยากทำงานด้าน Java มาก แต่อยากทำด้าน Enterprise อยากทำให้มันสุดโต่งไปเลย ที่เคยทำ ๆ มามันพื้น ๆ ไป ไม่ค่อยได้ทำแบบสุด ๆ ผมไม่รู้ว่าจะไปสมัครงานที่ไหนดี ที่จะได้ทำงานอย่างที่อยากทำ อายุผมก็ยังไม่มาก เรื่อง 'Cert ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีเลย เรื่องเงินเดือนผมไม่สนใจ ขอแค่อย่าน้อยจนน่าใจหายนัก เพราะงานด้าน Java เงินเดือนไม่ค่อยขี้เหร่เท่าไหร่ ส่วนประสบการณ์ไม่ต้องพูดถึง คือมีไม่มาก เพราะไม่ค่อยได้ทำงานใหญ่จริง ๆ จัง ๆ งานที่ผ่านมาเป็น App เล็ก ๆ หรืออาจเรียกว่าเป็น Mini Enterprise App ก็พอไหว แต่ถ้าเป็นความรู้ก็พอไหว เพราะศึกษาจากตำรับตำรา มามาก ติดแค่เรื่อง เกรด (ไม่ค่อยสวย) ประสบการณ์ตรง (ที่คดไปคดมา) ใบ 'Cert (ตอนนั้นไม่เคยคิดถึงเลย) ปริญญา (แค่ตรี แต่ตำแหน่งที่อยากทำคือด้าน Architecture ซึ่งตอนนั้นเขาชอบรับแต่พวกโท) จุดแข็งและจุดเด่นซึ่งเป็นอาวุธที่ผมคิดจะใช้ไปสมัครงานเลยก็คือ 'ใจ' คราวนี้แกตอบกลับมาพร้อมให้เบอร์โทรศัพท์มาด้วย แกเป็นที่ปรึกษาโดยอาชีพ ผมจึงเชื่อว่า แกคงเห็นอะไรบางอย่างในอีเมล์ฉบับนั้น พอได้คุยกันแกก็แนะนำบริษัทให้ผมเยอะแยะ ให้ลองไปสมัครดู... ผมยอมตกงานอยู่เป็นเดือน เพื่อไปสมัครงานตามบริษัทต่าง ๆ ขอเป็นคนเรื่องมากสักพัก ที่บ้านก็บ่น ตังค์ไม่มีจะกินอยู่แล้ว แต่เลือกงานเหลือเกิน... เอาน่า... สักครั้งในชีวิต ขอเลือกทางเดินหน่อย ไปสมัครงานมาประมาณ 10 ที่ มี 8 ที่ที่เขาสนใจในความบ้าและความแปลกแยกของผม แต่ผมดันปฏิเสธไปหมด... เอาน่า... ขอสักครั้งในชีวิต (อย่าลืมมันตั้ง 6-7 ปีที่แล้ว บริษัทที่ใช้ Java หนัก ๆ ยังมีน้อย) แล้วผมก็โทรฯ คุยกับพี่คนนั้นที่ซันฯ อีก ว่ายังหาไม่ได้เลยครับ มีแต่แบบไม่ตรงนัก ขอโทษไปที่เรื่องมากไปหน่อย แกคงเห็นในความมุทะลุผสมบ้า ๆ บอ ๆ แกเลยยอมช่วยต่อ จนได้เบอร์โทรศัพท์ของที่หนึ่งมา เป็นสายตรงถึงรองผู้อำนวยการเลยคราวนี้ ผมก็โทรฯ ไปหาเลย เรียนไปตรง ๆ เลยว่าอยากทำงานด้านนี้มาก ศึกษาด้วยตัวเองมานาน อยากได้ประสบการณ์ตรง (ที่ตรงจริง ๆ) และอยากเรียนรู้เพิ่มเติม... ผ่านไปไม่กี่วัน พี่ที่ดูด้านงานบุคคลโทรฯ มาแจ้งว่าเดี๋ยวจะมีสอบสัมภาษณ์รับพนักงานใหม่ช่วงนี้พอดี ลองมาดูนะคะ... จากนั้นไม่กี่สัปดาห์ผมก็ได้เริ่มงานที่ใหม่... เงินเดือนน้อยกว่าบริษัทเก่าเกือบเท่าตัว... แต่ที่นี่ทำให้ผู้รู้จักโลกซอฟต์แวร์อย่างลึกซึ้ง ผมได้ 'Cert ด้าน Java Programmer, Enterprise Architect ก็จากที่นี่ แต่ 'Cert ตัวอื่น ๆ ตอนหลังผมออกตังค์เอง ผมเป็นพนักงานประวัติศาสตร์ของที่นี่เลยทีเดียว ที่ขอไปเรียนอะไรก็ได้เรียน ขอไปสอบอะไรก็ได้สอบ ขอซื้อหนังสืออะไรก็ได้ซื้อ นั่งเลือกเองเลยจาก amazon.com ได้ทำงานได้ประสบการณ์ที่ตรงยิ่งกว่าตรง ได้ฝึกการสอน ฝึกการเป็นที่ปรึกษา ได้ไปสัมนาเยอะแยะ ฯลฯ มีหลายคนที่แอบหมั่นไส้ผมอยู่บ้าง ว่าไอ้นี่มีอภิสิทธิ์อะไรมาจากไหนกัน แต่ผมเชื่อเหมือนมุขตลกร้ายในหนังผีว่า 'ผีมักมองเห็นผี'.... ผมอยู่ที่นั่นได้แค่ปีกว่าเท่านั้น เป็นปีกว่าที่ได้หลายสิ่งหลายอย่างมาก หากทำที่อื่น ผมยังนึกไม่ออกเลย ว่าจะได้มากมายขนาดนั้นภายในปีกว่า ๆ ได้ยังไง ตอนจะออก... ผู้อำนวยการบอกว่า ออกไปเผชิญโลกกว้างเถอะ.... พี่ที่ซันฯ คนนั้นชื่อพี่นุ้ย ภายหลังเจอกันตามงานสัมนา ผมเดินไปทักแก ไปขอบคุณแก ======================================================= สำหรับ ประสบการณ์... ผมเชื่อว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อประสบการณ์ด้วยเวลามากมาย เพราะ 'ประสบการณ์' ก็คือ 'เหตุการณ์' ที่ 'ประสบ' มา ดังนั้นหากอยากมีเหตุการณ์ที่ประสบมามาก ๆ ก็ต้องใช้เวลามาก ๆ เช่นกัน ดังนั้น หากต้องการใช้เวลาน้อย ๆ ต้องรู้จักเลือก 'เหตุการณ์' ที่อยากจะ 'ประสบ' จะได้ไม่เสียเวลานาน ทางลัดอีกวิธีที่ผมเชื่อมั่นและยืนยันว่าได้ผล คือ ฝึก จิต สมาธิ และปัญญา (เข้าพุทธศาสนาอีกแล้ว) แล้ว Realize ประสบการณ์ของคนอื่นเขา ด้วยการ อ่าน ถาม พูดคุย ฟัง (เช่นงานสัมนา) แล้วจินตนาการ ให้เหมือนว่าเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นเอง... " ไม่มีใครรู้และเข้าใจทั้งมวลในโลกนี้ ด้วยเวลาเพียงชั่วชีวิตเดียว ประสบการณ์ที่สะสมมาแรมปี... เป็นเพียงเสี้ยวของเหตุการณ์ในโลกสมมติ " ======================================================= ป.ล. 1 แม้เงินเดือนจะน้อยกว่าที่เก่าเยอะจนน่าใจหาย แต่เวลาว่างผมรับจ๊อบ และจ๊อบต่าง ๆ สร้างรายได้ต่อเดือน ให้ผมมากกว่าเงินเดือนประจำ 3-4 เท่า เทคนิคในการรับจ๊อบของผมคือ จะไม่รับงานเขียนโปรแกรม หรืองานโปรเจ็คต์ เพราะเสียเวลา ได้ตังค์ช้า ผมเลือกงานสอน งานที่ปรึกษา เพราะให้ประสบการณ์ที่ดี และทำให้เรา 'แม่น' ขึ้นและชำนาญขึ้น แต่ไม่รับงานสอนหรือที่ปรึกษาที่เกินตัว ส่วนงานเขียนโปรแกรมรับเขียนบ้างเป็นส่วน ๆ (module) นิดหน่อย ไม่แนะนำให้รับ โปรแกรมทั้งโปรแกรมมาทำ เพราะเสี่ยง ผมรับเฉพาะงานที่ตรงกับที่อยากทำ ทำแล้วได้ความรู้และประสบการณ์ที่ดี ไม่ใช่แค่ได้ตังค์อย่างเดียว ยกตัวอย่างเช่น - ผมรับงานนี้ เพราะอยากได้ความรู้ด้าน Wireless Application - ผมรับงานนี้ เพราะอยากฝึกทำ EJB ให้คล่อง - ผมรับงานนี้ เพราะจะได้ไปเที่ยวภูเก็ตในตัว เพราะไปทำที่ภูเก็ต เดือนละ 2 วัน (ผลพลอยได้) - ผมรับงานนี้ เพราะต้องการสร้าง connection - ผมรับงานนี้ เพราะอยากลองทำงานของภาครัฐดู ว่ามันยุ่งยากชวนปวดหัวจริงหรือ? - ผมรับงานนี้ เฉพาะส่วนหน้าจอ เพราะอยากฝึกเขียน Dynamic HTML ให้คล่อง ๆ เป็นต้น คือ ต้องมีเป้าหมายในการรับจ๊อบ หรือ freelance เหมือนอย่างที่คุณ เอี้ยก้วย ณ แอนฟิลด์ ว่าไว้ อีกอย่างเป้าหมายของผมตอนรับจ๊อบบ้าละห่ำช่วงนั้นก็คือ ผมต้องใช้เงินที่ได้จากจ๊อบให้หมด ไม่เก็บไว้ เพราะไม่ใช่เงินที่ผมต้องการหาและเพื่อเก็บจริง ๆ เงินจากจ๊อบเป็นแค่ผลพลอยได้ และช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตไม่ให้ตายเสียก่อน และเพื่อเป็นแรงผลักดัน.... กินข้าวเสร็จแล้วก็ทุบหม้อข้าวซะ.... จะได้สู้เพื่อไปหาข้าวกินข้างหน้า.... จากประสบการณ์ช่วงนั้นแม้เงินเดือนจะน้อย แบบไม่มีใครเชื่อ แต่สิ่งที่ได้ระหว่างทำงานมันมหาศาลนัก ตอนนี้หากผมเลือกกลับไปเป็นพนักงานประจำ มีรายได้ต่อเดือนที่มั่นคง มีความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูงสักหน่อย คงหางานที่มีเงินเดือนมากกว่าตอนนั้นสัก 10 เท่าได้ไม่ยาก ตอนนี้รายได้สบาย ๆ ไม่หวือหวา แต่เลือกทางเดินให้ชีวิตได้คล่องตัวกว่า แม้ครอบครัวยังชอบไล่ให้กลับไป ทำงานประจำ แต่ผมขอเลือกแบบนี้ดีกว่า ชิล...ชิล.... ป.ล. 2 ขออภัยที่ยาวอีกแล้ว แต่กระทู้นี้มันโดน! เพราะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อหนึ่งในชีวิตผมเลยทีเดียวที่เคย 'ประสบ' มา แล้วเอาไว้ผมจะรวบรวม เรียบเรียง และเขียนอะไรใหม่ ๆ ใส่ Blog แล้วกันนะครับ minimalist 23 มกราคม 2549 This post has been edited by minimalist: Jan 23 2007, 04:38 AM |
|
|
|
Jan 23 2007, 08:10 AM
Post
#4
|
|
|
Topgun Group: Topgun Posts: 2225 Joined: 4-February 04 From: White Hart Lane Member No.: 1277 |
อยากทำงานในสาย java? ด้านไหนครับ?
- ด้าน desktop application - ด้าน web application - ด้าน enterprise application - ด้าน thin client application แล้วทำไมต้อง java? เพราะถนัด? เพราะชอบ? อยากเป็น pro ด้าน java? หากเป็นภาษาอื่นจะได้ไหมครับ? เช่น c/c++, .Net, Ruby, PHP ถ้าไม่ได้ทำไมครับ? ที่ถามนี่ไม่ได้กวนนะครับ แต่อยากให้ลองถามตัวเองดูจะได้รู้ว่าจริงๆแล้วเราอยากทำอะไรกันแน่ นี่เป็นวิธีที่ผมใช้บ่อยๆ เวลาสับสนในตัวเอง ถามตัวเองเข้าไปพร้อมจด note ด้วย จนกว่าจะเจอคำตอบ พอเจอคำตอบแล้วก็ต้องอาศัยลูกบ้าแบบคุณ minimalist หน่อย (ซึ่งผมไม่ค่อยมี ตกงานเป็นเดือน ได้เงินเดือนต่ำกว่าที่เก่าเป็นเท่าตัว ทำใจไม่ได้อะครับ กล้าดีจัง) จะได้ไปถึงฝันตัวเอง |
|
|
|
Jan 23 2007, 10:59 AM
Post
#5
|
|
|
Newbie ![]() Group: Members Posts: 19 Joined: 23-August 06 Member No.: 8704 |
ขอบพระคุณสำหรับทุกความเห็นครับ
สำหรับคุณ Bomber ที่ถามมานั้น เพราะที่ทำงานปัจจุบัน ผมคิดว่า ถ้าผมทำต่อไปก็ได้เขาไม่ไล่ผมออกหรอก งานก็เรื่อย ๆ เพราะเป็นลักษณะ In-House ซึ่งผมมองว่า ผมยังไม่น่าจะถึงเวลากับสถานะแบบนี้ (ถึงแม้อายุจะใกล้ 30 แล้วก็ตาม) อยู่ ๆ ไปวัน ๆ รู้สึกว่าตัวเองเริ่มโง่ลงเรื่อย ๆ ในขณะที่คนอื่น ๆ เขาทำงานกันแบบ Specialist กัน เริ่มเป็นผู้เชี่ยวชาญกัน ผมกลับต้องมานั่งจับเจ่า รู้สึกตัวเองด้อยค่าลงทุกวันครับ ก็เลยคิดว่า ขืนอยู่ต่อไป คงได้เฉาตายแน่ ๆ ถามว่าภาษาอื่นได้ไหม ผมคิดว่า ผมอยากทำด้าน JAVA มากกว่า เพราะดูมันต้องใช้ความรู้ค่อนข้างสูง ผมเองตอนเรียนคอมมา ก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนเท่าไร จึงอยากจะใช้ความรู้ที่เรียนมาให้คุ้มกับเวลาที่เสียไปบ้างเท่านั้นครับ ก็คงคล้าย ๆ กับ คุณ Minimalist นั่นหละครับ ส่วนที่ถามว่าจะทำตรงไหน Web App , Enterprise , thin Client นั้น ตอนนี้ ผมกำลังเลือกอยู่ระหว่าง Web App กับ Enterprise ครับว่าผมจะเหมาะกับงานตรงไหนมากกว่า ก็เลยถือโอกาสถามเพิ่มเติมเลยครับ (ถือว่าช่วยเหลือคนด้อยโอกาสอย่างผมด้วยก็แล้วกันนะครับ) ถ้าด้าน Web App เนี่ยมันมีอะไรที่เกี่ยวข้องบ้างครับ แล้วมันต่างกับ Enterprise อย่างไรครับ ขอบพระคุณอีกทีครับ |
|
|
|
Jan 23 2007, 12:38 PM
Post
#6
|
|
![]() Star Group: Star Posts: 731 Joined: 18-December 06 Member No.: 10538 |
สวัสดีครับ
อืม... ถ้าแบบผมนี่มันก็ลูกบ้าเยอะไปหน่อยสำหรับช่วงนั้น แต่ตอนนั้นมันมีลูกฮึดเยอะมาก และเป้าหมายผมตอนนั้นมันก็ชัดเจนสุด ๆ ผมว่าต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ให้สูงสักหน่อยจะได้ท้าทาย แต่อย่าสูงเกินไปเดี๋ยวจะท้อ จะทำด้าน Java มันกว้างมาก สำหรับผม ผมมักวางแผนให้ตัวเองระยะยาว อย่างน้อยสัก 2-5 ปี เช่น อีก 2-5 ปีต่อไป ผมจะไปตัวเป็นอะไรดี อีกสัก 10-20 ปีผมจะเป็นอะไร จะทำอะไร อยากทำอะไร แล้วกำหนด Milestone ในแต่ละช่วง เช่น อีก 5 ปีข้างหน้าผมต้องเป็นอะไรอย่างน้อย ต้องมีรายได้เฉลี่ยเท่าไหร่ ต้อง ๆ ๆ ๆ การวางแผนชีวิตก็คล้ายกับการวางแผนโปรเจ็คต์เลยครับ มีระยะเวลา มีเป้าหมาย มีผลลัพธ์ มีการบริหารจัดการ มีการทดลอง มีการทดสอบ มีความผิดพลาด ฯลฯ ผมว่า... 1. กำหนดบทบาทที่อยากทำให้ชัดเจน เช่น programmer, developer, analyst, architect, R&D ฯ และควรกำหนดเป็นช่วงเวลา เช่น ภายใน 5 ปีนี้อยากเปลี่ยนไปทำ architect อีก 10 ปีอยากเป็นนักเขียนอิสระ อีก 20 ปี อยากมีร้านอาหารหรือกิจการส่วนตัว เป็นต้น 2. วิเคราะห์ตัวเองโดยใช้หลัก SWOT ก็ได้ - S (Strength) จุดแข็งหรือความสามารถเด่นของคุณคืออะไร เอาทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องไอที เช่น ใจแข็ง เด็ดเดี่ยว รักเดียวใจเดียว - W (Weakness) จุดอ่อน เอาทุกเรื่องเช่นกัน ไม่ใช่แค่เรื่องไอที เช่น ชอบตื่นสาย ขี้เกียจ ติด MSN - O (Opportunity) โอกาส เช่น ตอนนี้เบื่องานเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เปลี่ยนงาน หรือ ตอนนี้ Java ยังแรงดีงานดีเงินดี - T (Threat) อุปสรรค มีอะไรบ้าง เช่น ไม่มั่นใจตัวเอง กล้า ๆ กลัว ๆ ต้องศึกษาเยอะ กลัวหางานยาก ไม่เข้าใจตัวเอง * พยายามอย่าให้อุปสรรคเกิดจากข้างในตัวเรา 3. กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ว่าอยากเปลี่ยนงานไปเพื่ออะไร ควรกำหนดแบบนี้ครับ - กำหนดวัตถุประสงค์ (Objective) ประโยชน์คือจะทำให้ทราบว่าอยากเปลี่ยนงานไปเพื่ออะไรกันแน่ มีอะไรบ้าง - กำหนดเป้าหมาย (Goal / Key Performance Indicator (KPI)) ใน 1 วัตถุประสงค์ควรมีอย่างน้อย 1 เป้าหมาย และต้องเป็นเป้าหมายที่สามารถวัดค่าได้ เช่น ภายใน 3 ปี เงินเดือนต้องเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอย่างน้อย 3 เท่า หรือ ภายใน 2 ปี ต้องมีใบ 'Cert อย่างน้อย 2 ใบ และต้องกำหนดด้วยว่าหากทำไม่ได้ จะยังดื้อต่อไปหรือไม่ หรือเปลี่ยนไป ทำอย่างอื่นดี นั่นคือแผนรองรับ 4. คราวนี้ก็ถึงขั้นตอนวางแผนเผด็จศึก และลงมือทำล่ะครับ สำหรับ Web Application อาจมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Enterprise Application ก็ได้ เพราะส่วนมากในบ้านเรา มักเป็น Enterprise Web Application กันค่อนข้างเยอะ ลองขยับไปด้าน Enterprise Application เลยดีกว่าครับ มีโอกาสเติบโตสูงกว่า และสามารถต่อยอดแตกแขนงไปด้านอื่น ๆ ได้มากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมว่า ควรเลือกอะไรสักอย่างที่ชอบแล้วลงลึก ๆ ๆ ๆ ไปเลย ส่วนที่เหลือก็แค่พอให้รู้พอทำได้ เช่น สมมติว่าคุณชอบ Java Persistence ก็ลงลึกไปเลย ส่วนพวก JSP, Struts, JMS, XML, Web Services ฯลฯ ก็เอาแค่พอรู้ ทำเป็น ... เริ่มจากแบบนี้ก็ได้ครับ ส่วนจะลงลึกด้านไหน ถ้ายังไม่แน่ใจว่าชอบอะไร หรือมีอะไรให้เลือกเยอะแยะ ก็เลือกที่มีความท้าทาย มีโอกาสที่ดีสูง (ย้อนกลับไปวิเคราะห์ในข้อ 2) เช่น เลือกด้าน UML เวอร์ชั่น 2 เพราะคนใช้เป็นน้อย จากนั้นก็เลือกบทบาทใน Enterprise Application (ย้อนกลับไปวิเคราะห์ในข้อ 1) ว่าอยากทำด้านไหน programmer? developer? analyst? architect? R&D? tester? ????? ผมก็แนะนำไม่ได้เหมือนกันว่าควรไปทางไหนดี เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือข้อ 1 บทบาทที่อยากทำ? และข้อ 2 คือจุดแข็งและจุดอ่อน ของตัวเราคืออะไร มีโอกาสและอุปสรรคอะไรบ้าง จับ Matching กันให้ได้ สุดท้ายก็จะเหลือตัวเลือกไม่กี่ตัว ว่าเราควรจะเดินไปทิศไหนดี - พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จัก 'รู้เท่าทันตัวเอง' - ผมเคยเครียดอยู่พักใหญ่ ๆ เมื่อหลายปีก่อนว่าจะเปลี่ยนไปทำธุรกิจจริงจัง หรือจะยังจับงานด้านนี้อยู่ เลยตัดสินใจ เก็บเสื้อผ้า หอบอุปกรณ์ดำน้ำ และหนังสือของวินทร์ เลียววาริณ ชื่อ 'สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน' ติดตัวไปเกาะสุรินทร์ อยู่คนเดียวสักพัก ได้นั่งคิด นอนคิด ดำน้ำคิด แล้วก็ปลง ได้สมาธิ เพราะสิ่งที่อยู่ในหัวเริ่มนิ่ง แล้วกลับมาทำงานต่อ พร้อมความสดชื่น เพราะขบความคิดแตกแล้ว ตอนนี้ถึงได้มานั่งพิมพ์อยู่อย่างนี้ได้ ชีวิตไม่ใช่เรื่องล้อเล่น... อย่าพลิกชีวิตด้วยอารมณ์ชั่ววูบ... อย่ารีบร้อน... ขอให้โชคดีครับ... ป.ล. เพิ่งนึกออก ขอเสริมหน่อยครับ สำหรับตอนนี้ ตลาดงานที่กำลังต้องการสูง และมีอนาคตไกลหน่อยก็ประมาณนี้ครับ - กลุ่มใหญ่ที่มีความต้องการสูง EJB, Struts, Spring Framework, Hibernate, Test-Driven Development, Agile Software Development, Design Patterns, UML, Software Architecture (ไม่ต้องรู้ลึกมาก เพราะส่วนมาก ผู้จ้างหรือคนสัมภาษณ์ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ ที่ใช้กันเป็นจริง ๆ มีน้อย แต่ตอนนี้คำนี้ฮิต เป็น marketing word ไปแล้ว ใคร ๆ ก็ต้องการ) - กลุ่มเล็ก ๆ ที่ต้องรู้ไว้ JSP, Servlet, JNDI (แค่เรื่อง naming พอ), JMS (เดี๋ยวนี้เริ่มใช้กันเยอะ), JSF (ถ้าไม่ชอบทำอะไร เดี่ยวกับหน้าจอก็ไม่ต้องไปดู), JDBC (ของตาย) และอีกหลายอย่างที่อยู่ใน Java SE, Java EE - กลุ่มที่รู้ไว้ก็ดี CMM/CMMI, Software Testing, Requirements Management, AOP และอีกเยอะ เป็นพวกความรู้ประกอบ สำหรับในกลุ่มใหญ่ ถ้ารู้เข้าใจและทำเป็นก็หางานสบายครับ เผลอ ๆ ไม่ต้องหา แต่จะมีคนโทรฯ มาหาจนมือไม่ว่างเลยล่ะ รายได้ต่อเดือน หาดี ๆ ก็หาได้เฉียด ๆ แสนต่อเดือนสบาย ๆ ถ้าคุณไม่ซีเรียสเรื่องสวัสดิการ ความมั่นคง โอที พักร้อน โบนัส นักนะ minimalist This post has been edited by minimalist: Jan 23 2007, 12:50 PM |
|
|
|
Jan 23 2007, 09:54 PM
Post
#7
|
|
|
Member ![]() ![]() Group: Members Posts: 238 Joined: 11-July 06 Member No.: 7700 |
ขอถามเพิ่มหน่อยนะครับว่าผมกำลังใกล้จะจบแล้ว ผมกำลังตัดสินใจว่า
- จะเสี่ยงรอบริษัทที่ดังๆ(ในสายตาผม)อย่างบริษัทสำนักข่าว - จะเอาบริษัทที่ผมมีโอกาศได้มากกว่าแต่ได้ยินมาว่าทำงานหนักมากพี่ที่ interview ผมก็ยังพูดเลย ประมาณว่าต้องไปทำงานเสาอาทิตย์ด้วยถ้าช่วงงานหนักๆมีความกดดันมาก - ไปเข้า project ที่เค้าจะสอน SOA ให้ผมและให้งานมาทำเรื่อยๆ มีเงินเดือนให้แต่ไม่เท่าเอกชน แต่ว่าจะได้ใบ cert มา ผมควรเลือกอันไหนกันครับตัวผมก็ไม่ได้เก่งมากมายว่า 3 ข้อที่ผมเลือกอยุ่นี้ผมจะติดแน่นอน(หล่อเลือกได้) แต่ผมก็อยากเลือกอะไรที่ดีที่สุดในตอนนี้ ผมกลุ้มใจมากเพราะเมื่อคิดว่าไปทำบริษัทที่ต้องทำงาน หนักเอาความรู้ก่อนแต่มันก็ติดต้องเงินเดือนและประสบการณ์ที่ผมจะได้ในการทำงานเป็น ระบบ(ตามที่ผมได้ฟังมาจากคนอื่น) ตอนนี้รู้สึกกลุ้มใจมากเพราะไปสอบสัมภาษณ์มา 3 บริษัทแล้ว ไม่ได้ 2 บริษัทมันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองจะได้งานทำไมเนี้ยไม่ได้มา 2 บริษัทแล้วค่อนข้างกลัว เพราะพ่อแม่ผมก็ไม่ได้มีเงินขนาดว่าลูกจบมาแล้วไม่ทำงานก็ยังอยู่ได้ช่วยบอกที่ครับก ลุ่มใจมาก This post has been edited by SouLsKI: Jan 23 2007, 09:58 PM |
|
|
|
Jan 23 2007, 10:27 PM
Post
#8
|
|
|
Topgun Group: Topgun Posts: 2225 Joined: 4-February 04 From: White Hart Lane Member No.: 1277 |
สำหรับเด็กจบใหม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือได้ทำงานที่สามารถนำวิชาความรู้มาประยุกต์ใช้ได้จริงๆ ได้เรียนรู้ถึงวิธีการทำงานจริงๆ สภาพสังคมจริงๆ และความกดดันจากเนื้องานจริงๆ เหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่คุณควรเรียนรู้ และน่าจะเป็นเป้าหมายหลักสำหรับเด็กจบใหม่
ปัญหาที่ 1 ควรเลือกบริษัทแบบไหน? คุณจะมีสิทธิเลือกได้แค่ 2 กรณีเท่านั้น 1. สิทธิในการสมัคร คุณสามารถเลือกได้ว่าจะส่ง CV หรือ Resume ของคุณไปที่ไหน 2. สิทธิในการตอบรับการทำงานซึ่งจทำได้ก็ต่อเมื่อมีบริษัทตอบรับคุณมากกว่า 1 แห่ง สำหรับข้อ 1 คุณเลือกได้โดยดูจากลักษณะบริษัทภายนอก ชื่อเสียง ลักษณะของธุรกิจ และ ตำแหน่งร่วมถึงลักษณะงานที่บริษัทนั้นๆรับสมัคร หลังจากคุณส่งใบสมัครแล้วจงจำไว้ว่า คุณโอนอำนาจการต่อรองไปให้บริษัทแล้ว และไม่ใช่ว่าคุณมีสิทธิเลือกบริษัทหรือไม่ แต่บริษัทต่างหากที่มีสิทธิ์ในการเลือกคุณ สิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ คุณจะมีสิทธิในการเลือกอีกครั้งก็ต่อเมื่อคุณผ่านการทดสอบและสัมภาษณ์แล้วเท่านั้น ทำไมผมต้องอธิบายยืดยาวแบบนี้ด้วย? เพราะว่าหากคุณคิดว่าคุณจะเลือกบริษัทนี้ดีหรือเปล่านะ ในขณะที่คุณกำลังทดสอบหรือสัมภาษณ์แล้วละก็ คุณตกไปแล้วกว่า 50% จงจำไว้ว่าไม่มีสิทธิ์เลือกครับ คุณจะมีสิทธิ์เลือกก็ต่อเมื่อทดสอบผ่าน แปลว่าอะไรครับ? แปลว่า ช่วงเวลา 15 นาทีแรกของการสัมภาษณ์ คุณต้องแสดงความมุ่งมั่นที่สุดที่จะเข้าบริษัทนี้ให้ได้ แสดงความสามารถของคุณออกมาให้มากที่สุด ทำไมต้อง 15 นาที? เพราะหลังจาก 15 นาทีแรกหากผู้สัมภาษณ์ยังไม่รู้สึกประทับใจคุณ คำถามของเขาจะน้อยลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายเขาจะรู้สึกเสียเวลากับคุณ และนั่นแหละมันช้าเกินไปเสียแล้ว จะทำได้อย่างไรภายใน 15 นาที ให้ผู้สัมภาษณ์คุณประทับใจ? 1. การแต่งตัว 2. มารยาท 3. รอยยิ้ม 4. ความสามารถในการ present ตัวเอง โดยเฉพาะการแนะนำตัว ความสามารถต่างๆของคุณ ประสบการณ์ในช่วงเรียน (สำหรับเด็กจบใหม่) หรือช่วงทำงาน วิชาความรู้ที่ถนัด และสิ่งที่คุณภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เช่น ได้เกรดสูงสุด, ได้ top วิชา xxxx, จบคนแรกของรุ่น, โครงงานได้รับความสนใจที่สุด เป็นต้น หลังจากผ่าน 15 นาที ที่จะทำให้ คนสัมภาษณ์สนใจคุณ เขาจึงจะเริ่มถามเจาะเป็นเรื่องๆในสิ่งที่เขาสนใจ และเป็นสิ่งที่เขาคิดว่าจะวัดคุณได้ สิ่งที่คุณทำได้คือ ทบทวนวิชาความรู้ที่คุณเราเรียนมาให้ขึ้นใจ พยายามใช้ทฤษฎีเข้ามาจับ อย่าไปคิดว่าคนทำงานจะอาศัยลูกมั่วนะครับ คนทำงานจริงนี่แหละเจ้าทฤษฎีตัวยง ยิ่งสามารถหยิบเอาองค์ความรู้เข้ามาจับและอธิบายเชิงประยุกต์ได้นี่แหละดีมากๆเลย หลังจากเขาถามจบ โดยมากผู้สัมภาษณ์มักจะให้โอกาสคุณได้ถามกลับบ้าง ข้อห้ามที่หนึ่ง ห้ามถามเรื่องเงินเดือนก่อน ข้อห้ามที่สองห้ามถามเรื่องสวัสดิการณ์ตามมา ข้อห้ามที่สามห้ามตอบว่าไม่มีอะไรจะถาม จงถามให้ฉลาด ถามในเนื้องานที่หากเขารับเราแล้วจะต้องทำ ถามเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบ และ scope ของงาน ถามเรื่อง process การทำงาน ถามถึงเทคโนโลยีที่ใช้ ถามเรื่องการประเมินการทำงาน ถามเรื่องเวลาการทำงาน ถามเรื่องสังกัดที่จะอยู่ และอื่นๆที่เกี่ยวกับเนื้องาน จนเราคิดว่างานน่าสนใจระดับหนึ่ง หลังจากนั้นค่อยถามเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการได้ เมื่อจบการสัมภาษณ์ให้ถามถึงเรื่องผลการสัมภาษณ์ว่าจะรู้ผลได้อย่างไรเมื่อไรด้วย หากถึงวันแล้ว delay ไปสัก 2-3 วัน คุณจะได้รู้แน่ๆว่าตกลงได้หรือไม่ได้ ถ้าให้ดีถามกลับไปเลยว่าสามารถติดต่อกลับเพื่อรับทราบผลได้หรือไม่ ถ้าได้ก็อย่าลืมโทรมาถามนะครับ สรุป อย่าเลือกงานตั้งแต่แรกครับ ให้เขารับก่อนเถอะค่อยเลือก This post has been edited by Bomber: Jan 23 2007, 10:27 PM |
|
|
|
Jan 23 2007, 10:42 PM
Post
#9
|
|
|
Member ![]() ![]() Group: Members Posts: 238 Joined: 11-July 06 Member No.: 7700 |
ครับ
ขอบคุณมากครับที่ทำให้รู้ว่าผมทำผิดอะไรบ้างในการสัมภาษณ์ เลือกของผมในที่นี้คือ บริษัทแบบแรกเค้ามาสอบและเรียกสัมภาษณ์ช้ากว่าอันที่ 2 มาก มีโอกาศที่ถ้าผมได้อันที่สองแล้วผมจะต้องเอาเลยรอข้อแรกไม่ได้ครับแล้วยิ่งข้อ 3 ยิ่งช้ากว่า อีกผมไม่ได้ว่าพี่ bomber นะครับ ผมก็พอรู้เพราะจากบริษัทที่ไปสัมภาษณ์มาผมก็ไม่ได้มาตั้ง 2 บริษัทแล้ว This post has been edited by SouLsKI: Jan 23 2007, 10:49 PM |
|
|
|
Jan 24 2007, 12:07 AM
Post
#10
|
|
![]() Topgun Group: Topgun Posts: 3900 Joined: 2-May 04 Member No.: 1686 |
ผมคิดว่าปัญหาของคุณ คือ คุณไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ อาจจะเป็นเพราะไม่รู้จะตัดสินใจจากอะไร
แนะนำเป็นทางเลือกหนึ่ง คือให้ถามตัวเองก่อนว่าที่จะำไปทำงานต้องการ และไม่ต้องการอะไรครับ แล้วลองเปรียบเทียบดูว่าบริษัท 1, 2, 3 ที่ไหนมีสิ่งที่คุณต้องการมากกว่ากัน ที่ไหนมีสิ่งที่ไม่ต้องการน้อยกว่า บริษัทไหนได้คะแนนสูงสุดและผ่านเกณฑ์ของคุณ ก็เลือกที่นั่น แต่ถ้าทั้ง 3 ที่ ยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้ ก็ลองหาที่อื่นครับ |
|
|
|
Jan 24 2007, 12:39 AM
Post
#11
|
|
![]() Star Group: Star Posts: 731 Joined: 18-December 06 Member No.: 10538 |
ไม่อยากให้ไปทำที่บริษัท '(เซ็นเซอร์
เข้าไปถ้าไม่เก่งจริง ไม่รุ่งอะ ได้ทำแต่เรื่องเดิม ๆ โลกเค้าไปถึงไหนบางทีก็ไม่รู้เรื่อง แม้แต่ CMMI อาจไม่มีโอกาสได้ไปแจมด้วยเลย ฯลฯ ขออนุญาตวิจารณ์แบบตรงไปตรงมาเลยนะ น้อง ๆ ผมออกจากผมไปอยู่ที่นั่นกันก็เยอะ หลายบริษัทหลายองค์กรก็เจอปัญหานี้ ภาคการศึกษา ภาครัฐ และเอกชนรายอื่น กำลังเครียดกันใหญ่ ช่วงไม่กีปีที่ผ่านมา เพราะทรัพยากร... ที่อาจจะมีค่ามากในอนาคต... ถูกดูดไปหมด ทำให้ก้อนแร่กลายเป็นแค่พลอย อดกลายเป็นเพชร น้อยรายที่เข้าไปแล้วได้เป็นเพชรสมบูรณ์แบบ ส่วนใหญ่เข้าไปก็ยิ้มร่ากันทั้งนั้น ทั้งเงินเดือน สวัสดิการ โบนัส ฯลฯ วัตถุนิยม + ทุนนิยมทั้งนั้น ทัศนคติคนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเยอะ... อย่าใจร้อนเรื่องเงินเดือน เพิ่งจบ เอาแค่เงินเดือนที่พอใจ อย่าโลภมาก หาบริษัทที่เราเข้าไปทำแล้วได้ความรู้เยอะ ๆ ได้ทำงานหลากหลาย ได้ประสบการณ์ดี ๆ ได้ใบ 'Cert ด้วยยิ่งดี อย่าไปคิดเรื่องสวัสดิการ โบนัส โอที พักร้อน มาก ยังหนุ่มยังแน่น คงไม่ป่วยไข้เจ็บหนักในเร็ววัน อดทนเก็บเกี่ยว 'ทุนในอนาคต' สักพัก ปีกกล้าขาแข็งแล้วค่อยหางานใหม่ยังไหว หุ้นส่วนผมคนหนึ่งเป็น CMMI Assessor ให้บริษัท '(เซ็นเซอร์ ไม่ใช่บริษัทไม่ดี แต่ดีมาก ดีเกินไป... พี่คนนั้นเล่าให้ฟังว่า... "เขาเน้นรับแต่พวกเด็กหัวอ่อน ที่เก่ง ๆ ส่งเสียเต็มที่" ประโยคนี้ไปตีความกันเอาเอง ... น้อยรายที่ได้โตไปเป็นขุนศึก ออกรบจับศึกใหญ่ ๆ มีความรู้สึกสนุกสนานมีความสุขกับงานด้วยใจจริง ไม่ใช่ทำงานไปวัน ๆ แล้วคุยว่าอยู่บริษัท... นี้ ได้รายได้ดี ๆ แต่กลับไร้เป้าหมายในชีวิต น้อง ๆ ผมบางคนไม่เจอกันสองปี เดี๋ยวนี้มีเงินเดือนมากกว่าเก่าเกือบสามหมื่นบาท เปลี่ยนงานเป็นว่าเล่น บางคนมาคุยโวให้ฟังว่าได้ทำโน่นทำนี่ ได้เงินเท่านั้นเท่านี้ บางคนเหลือบเห็นผมนั่งทานข้าวอยู่ ยกมือไหว้ยังไม่มี คิดว่าตัวเองอยู่บนหอคอยงาช้าง ได้อยู่ในบริษัทชื่อดัง เหมือนได้อยู่ในปราสาทแล้วเผลอคิดว่าตัวเองเป็นพระราชาไป คนทำงานรุ่นใหม่สมัยนี้เป็นแบบนี้เยอะมาก เคยคุยกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง บ่นเหมือนกันหมด ว่าไม่สามารถไปปรับทัศนคติเขาได้ มหาวิทยาลัยเพียงแค่สอนหนังสือเท่านั้น สุดท้ายเอกชนด่ามหาวิทยาลัยไม่เตรียมความพร้อมให้เด็กก่อน อืม... พวกนี้มองแววตาก็ดูออกแล้ว แววตาจะใส่แจ๋วเปล่งประกายความฉลาดรอบรู้ แต่กลับเสมือนมีม่านขุ่นบาง ๆ ฉาบไว้ ทำให้มองเห็นโลกที่แท้จริงไม่ทั่วถึง และเข้าไม่ 'ถึง' อาจารย์และหัวหน้าเก่าผม ดร. รอม หิรัญพฤกษ์ เคยสอนไว้ ให้หัดอ่านคนจากแววตา.... ไม่ต้องพูดหรือสัมภาษณ์กันมาก ยิงคำถามใส่สัก 2-3 คำถามก็เห็นทัศนคติและเดาอนาคตได้แล้ว ผมยังฝึกไม่ถึงขั้นนั้น แต่ก็มีกลุ่มตัวอย่างให้ศึกษาเยอะ ขออ้างถึงข้อความที่เคยโพสต์ไว้ในกระทู้อื่นหน่อยนะครับ: QUOTE ไม่นับบริษัทเอกชนบางแห่ง และบริษัทข้ามชาติบางแห่ง ที่อัดฉีดเงินเดือน สวัสดิการ วัตถุ เพื่อ จ้างคนไปเป็นเฟือง หากเฟืองไม่รู้จักพัฒนาตัวเองให้เป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญขึ้น วันหนึ่งเมื่อสึกหรอ 'เขา' ก็แค่เปลี่ยน 'เฟือง' ใหม่ เป็นการบริหารคนที่โหดเหี้ยมและแยบยลเหมือนที่มีในสามก๊ก แต่ความโหดเหี้ยมถูกห่อไว้ด้วยกลีบกุหลาบ เหมือนลิโป้ในสามก๊ก ที่ใดมีหญิงงาม ลาภยศ และเงินทอง ที่นั่นมีลิโป้ ซึ่งหาได้รู้ไม่ว่าตนถูกหลอกใช้ และแม้นขนาดพ่อบุญธรรมยังฆ่าได้ลง สุดท้ายถูกขงเบ้งหลอก ต้องกลอุบายขงเบ้งจนตาย เพราะความโลภบังตาจนมองไม่เห็นเนื้อแท้จิตใจคน บริษัทเหล่านั้นเป็นองค์กรที่มีวุฒิภาวะ (Mature) สูง และมี Corporate Governance ที่เยี่ยม พนักงานต้องสุขสบายกับงาน สนุกสนานกับงาน และแข่งขัน ฯลฯ มันขัดแย้งกับบุคลากรและสังคมบ้านเรา... "ที่ขี้เกียจ ไม่รักการศึกษา ไม่รู้จักตัวเอง ไม่มีเป้าหมาย ไม่ชอบการแข่งขัน ไม่รู้จักดิ้นรน... อาจเพราะเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นใครมาก่อน ประชาชนเลยไม่รู้จักดิ้นรนกัน... ที่ตอนนี้สู้เวียดนาม สู้อินเดีย เค้าไม่ได้ก็เพราะส่วนนี้ ไม่ใช่ว่าคนบ้านเราไม่เก่ง แต่มีแค่เก่งเฉย ๆ เท่านั้น...." ประโยคข้างต้นคือประโยคที่ได้ยินได้บ่อย ๆ จากเหล่านักวิชากรในวงสนทนาบนโต๊ะอาหาร พูดให้ใครต่อใครฟังไม่ได้ เดี๋ยวหาว่าไม่รักชาติ แต่ถ้าลองเปิดใจ... เรายอมรับไหม? ============================================== หากมนุษย์เราต้องการความมั่นคงในชีวิตจริง ทางที่เดินคงเป็นแนวราบไปตลอดชีวิต เส้นกราฟชีวิตที่เป็นแนวทะแยงเฉียงขึ้นไปเรื่อย ๆ คงเป็นเพียงเส้นสมมติที่ไม่มีอยู่จริง ภูเขาที่อยากเดินขึ้นไปบนยอด คงทำได้เพียงแค่เดินรอบ ๆ ภูเขา ============================================== ขอแนะนำหนังสือชื่อ 'ความฝันโง่ ๆ' และ 'รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง' ของ วินทร์ เลียววาริณ เป็นหนังสือส่งเสริมกำลังใจ และ ให้แง่คิดในการดำเนินชีวิตที่ดีมาก ๆ บริษัท '(เซ็นเซอร์ ก็สมควรลองเข้าไปทำงานดู เป็นบริษัทที่ได้ CMMI Level 5 มีอะไรดี ๆ มากมายในนั้น ถ้ามองเห็น และรู้จักแสวงหา ป.ล. ความคิดเห็นนี้ผมไม่ได้ตั้งใจกระทบคุณ SouLsKI นะครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิด ผมแค่นึกถึงใครหลาย ๆ คนที่รู้จัก ที่ทำอยู่และฝันจะไปทำที่นั่น รวมถึงอีกบริษัทหนึ่งที่ตึก All Season ขออภัยที่ยาวอีกเช่นเคย และวิจารณ์มากไป แต่รู้สึกเจ็บแปลบทุกครั้งที่มีใครพูดถึงบริษัทนี้ minimalist This post has been edited by minimalist: Oct 24 2007, 09:30 PM |
|
|
|
Jan 24 2007, 01:52 AM
Post
#12
|
|
|
Member ![]() ![]() Group: Members Posts: 238 Joined: 11-July 06 Member No.: 7700 |
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำมากครับ ทำให้ผมตัดสินใจได้พอสมควรแล้วในใจผมนะครับ
ตอนแรกที่ขึ้นปี 4 มาผมก็คิดว่าอยากจะได้งานทำที่มันได้ทำงานเยอะๆ เพื่อพัฒนาตัวเอง ก่อนแต่พอเวลาผ่านไปได้ฟังจากหลายๆด้านทั้งจากรุ่นพี่จากในบอร์ด narisa จากญาติๆ และจากผู้ใหญ่อีกหลายคนมีประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมกลัวที่จะไปทำงานในแบบที่ที่ 2 คือคำว่า "เด็กจบใหม่หลายๆคนคิดว่าถ้าจบออกไปแล้วอยากทำงานเยอะๆ หนัก เป็นความคิดที่ผิด" เพราะอะไรผมก็ไม่แน่ใจแต่มันก็ทำให้ผมกลัวว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่คำนั้นกล่าวหรือเ ปล่าใจหนึ่ง ก็อยากทำงานเยอะๆๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆๆ แม้ว่าเงินเดือนไม่เยอะก็ตามแต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าถ้าเงินเดือน ไม่เยอะจะไม่มีเงินเก็บพอที่จะช่วยพ่อแม่ และก็ซื้อของที่อยากได้ แต่ตอนนี้ก็พอที่จะตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง แล้วขอบคุณทั้ง minimalist,Pink Dragon,Bomber ครับ ปล. อีกบริษัทผมก็พอจะรู้ว่าที่ไหนรู้สึกเค้าบอกว่าเค้าจะเปลี่ยนตึกที่ทำงานแล้ว |
|
|
|
Jan 24 2007, 03:06 AM
Post
#13
|
|
![]() Star Group: Star Posts: 731 Joined: 18-December 06 Member No.: 10538 |
กำลังจะนอนพอดีเลย แว่บมาเห็นเข้า
สงสัยบริษัทนั้นกลัวตึกถล่ม ผมเองทำงานก็นึกถึงทางบ้านเช่นกัน เพราะครอบครัวก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมาก ตอนที่ผมยอมทำงานที่ใหม่ตอนโน้นโดยได้เงินเดือนน้อยกว่าเดิมมาก ผมก็เสียใจมาก เพราะทำให้ช่วยทางบ้านได้น้อยลง แต่ตอนหลังก็เข้าใจกันหมด พร้อมสนับสนุนในความ Aggressive เพราะต่อมาไม่กี่ปีผมหารายได้ได้มากว่าเก่ากว่าสิบเท่าต่อเดือน ไม่มีใครกล้าว่าผมว่าเป็นพวกหนอนหนังสือ บ้าทำงานหนัก สุดท้ายมีตังค์พอจะไปดำน้ำปีหนึ่งได้หลาย ๆ ครั้ง ครั้งหนึ่งเกือบสิบวัน เก็บเงินดาวน์รถโดยใช้เวลาเก็บเพียงเดือนกว่า ๆ แม่ไม่สบายต้องไปหาหมอบ่อยก็ช่วยเหลือได้เต็มที่... เหล่านี้เป็นผลพวงจากการทำงานหนัก และบากบั่นศึกษาแบบบ้าละห่ำ เพราะต้องการ save เวลา เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่ตอนนั้นผมตั้งเอาไว้คือ ตอนนั้นแม่ผม 70 แล้ว อีกไม่นานคงต้องอุทิศร่างแด่พระแม่ธรณี หากมัวแต่ทำงานงก ๆ เหมือน Career Path ที่คนมากมายเดินกันตามกรอบที่ใครก็ไม่รู้มากำหนดเอาไว้ รายได้ที่หามาได้มันก็คงไร้ค่านัก สู้รีบ ๆ ขยัน ทำงานหนัก ๆ แล้วรีบ ๆ สบายดีกว่า... ดีกว่าไปสบายเอาตอนแก่ แรงไม่มี และแม่ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า.... แต่ตอนนี้ผมกลับมาทำงานเบา ๆ ไม่หนัก ๆ แบบแต่ก่อน มีรายได้พอเพียง ไม่หวือหวา มีเวลาได้ทำอะไรอย่างอื่นบ้าง ช่วยเหลือทางบ้านได้ ผมมีคติที่ว่า ผลจากการทำงานหนัก เราต้องสบาย และครอบครัวต้องสบายด้วย คุณ SouLsKI ใกล้จะจบ และถ้าทำด้าน Java ด้วย ยังไง ๆ เสีย หางานเงินเดือนดี ๆ ได้สบาย แต่ต้องพรีเซ้นต์ตัวเองเก่ง ๆ เหมือนที่คุณ Bomber บอกไว้น่ะครับ และห้ามโกหกหรือขี้โม้นะครับ พูดแต่เรื่องจริงเท่านั้น ป.ล. แล้วไว้อยากมีรายได้เพิ่มขึ้นสักสิบเท่าเมื่อไหร่ก็กลับมาถามใหม่ละกัน ไม่ใช่โฆษณาขายตรงหรือชวนเชื่อนะครับ เป็นทฤษฏีที่ Aggressive มาก ๆ ปนประชดประชันสังคม และเย้ยหยันทัศนคติคนรุ่นใหม่สุด ๆ ผมบรรยายให้นักศึกษาที่ใกล้จบมาหลายมหาวิทยาลัยแล้ว นั่งฟังกันไปยิ้มกันไป คิดว่าผมบ้า ขี้โม้ ใครจะไปทำได้.... แต่เป็นทฤษฏีที่พิสูจน์ได้ เพราะแนวทางปฏิบัติเป็นรูปธรรมมาก ๆ ไปนอนดีกว่า... ราตรีสวัสดิ์ minimalist |
|
|
|
Jan 24 2007, 03:20 AM
Post
#14
|
|
|
Star Group: Star Posts: 1366 Joined: 25-September 03 From: Bangkok Member No.: 796 |
แอบอ่านคหห. ของคุณ minimalist มานาน
ได้สาระแล้วสนุกดี |
|
|
|
Jan 24 2007, 07:40 AM
Post
#15
|
|
|
Newbie ![]() Group: Members Posts: 19 Joined: 23-August 06 Member No.: 8704 |
ขอรบกวนถามอีกครั้งนะครับ (ถือว่าเอาบุญนะเครับ)
Developer นี่มันต่างกับ Programmer อย่างไรครับ ผมพยายามหาคำนิยามด้วยตัวเอง แต่คิดว่าคงยังไม่น่าจะถูกต้องเลยต้องรบกวนถามจาก พี่ ๆ ทุก ๆ ท่านครับ ข้อนะครับ ระหว่างรอสอบ Cert อยู่นี่ ผมจะหางานเลย หรือ รอให้สอบ Cert ได้ก่อนดีครับ สำหรับเรื่อง Freelance งานเสริมนั้น ผมไม่ค่อยมั่นใจว่าจะมีคนจ้างหนะสิครับ หรือ พี่ ๆ มีอะไรจะแนะนำก็ได้นะครับ ต้อขออภัยนะครับ หากปัญหาที่ผมถามมาอาจจะจุกจิก กวนใจหนะครับ ขอรบกวนช่วยตอบด้วยแล้วกันนะครับ ขอบพระคุณครับ This post has been edited by samun007: Jan 24 2007, 08:22 AM |
|
|
|
![]() ![]() |
|
Lo-Fi Version | Time is now: 9th February 2010 - 08:11 PM |