เป็นโปรแกรมเมอร์มา 4-5 รู้สึกหมดไฟบ้างไหม รู้สึกทำไมเราอ่านหนังสือไม่ได้เหมือนตอนเรียนนะ
#1
Posted 07 December 2009 - 02:38 PM
ตอนนี้ก็เป็นโปรแกรมเมอร์มา 4-5 ปี เงินเดือนก็โอเคนะ แต่ตอนนี้รู้สึกหลักลอย ใบ cer ยังไม่มีสักใบ
คุณคิดว่า cer มันสำคัญมากไหมกับชีวิตการเป็นโปรแกรมเมอร์
ถ้าให้เลือกระหว่างอยู่ที่เดิมมาตลอด 4 ปีงานมั่นคงกับเงินเดือนสามหมื่น คล่องตัวกับงาน มีเวลาทำอย่างอื่นในชีวิตมากขึ้น
กับอีกแบบที่ลอยไปมาเปลี่ยนงานบ่อย เรียนรู้ระบบงานใหม่ๆตลอด รู้เทคโนโลยีเยอะกว่า
แต่ความรู้ลึกในระบบที่ทำมันไม่เท่า ต้องขวนขวายตลอด แต่เงินเดือนสี่หมื่นคุณจะเลือกอะไร
ตั้งแต่เรียนจบคุณอ่าน Text ไปกี่เล่ม หรือศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างจริงจังเพิ่มกันสักกี่ตัว (บอกประสบการณ์กี่ปีด้วยนะคะ)
อะไรมัน inspire ให้คุณในการทุ่มทเช่นนั้น เงินเดือน ความก้าวหน้า กลัวตกกระป๋อง หรืออะไร
ช่วยกันตอบหน่อยนะคะ อยากได้ความเห็นของคนเก่งในห้องนี้ทุกคนคะ
#2
Posted 07 December 2009 - 04:07 PM
ตอนนี้ผมก็รู้สึกหมดไฟนะ เฉยๆ เรื่อย ๆ เหนื่อย ๆ
ตอบคำถามดีกว่า
เป็นผมจะเลือก "งานมั่นคงกับเงินเดือนสามหมื่น คล่องตัวกับงาน มีเวลาทำอย่างอื่นในชีวิตมากขึ้น"
เหตุผลคือ เพราะผมต้องการที่จะสร้างสมดุลในชีวิตครับ มากกว่าที่จะทุ่มเวลาไปให้กับงานทั้งหมด
สุดท้ายแล้ว มันขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคนมากกว่านะครับ
#3
Posted 07 December 2009 - 04:15 PM
หลังจากจบ(ตรี)มา ผมอ่าน Text ไป 5-6 เล่มได้ ที่อ่านแบบครบๆทั้งเล่มนะครับ ส่วนอ่านเป็นบางบทนี่อ่านเยอะ นับเล่มไม่ถ้วนครับ ยังมีพวก article เจ๋งๆจากข่าว IT ต่างๆอีก แล้วก็พวก webminar (เฉพาะอันที่ฟรี) อีกนิดหน่อย เฉพาะอันที่สนใจๆครับ เพราะส่วนใหญ่มันจะเริ่มตอนตีสอง (เป็นเวลานิยมของพวกตะวันตกเค้า T-T)
เทคโนโลยี่ที่ศึกษา ผมเป็นพวกสาย Java ก็ผ่าน JavaSE Tutorial กับ JavaEE Tutorial ของ Sun แล้วก็พวก Jakarta Commons (ผมเคยเอามาแชร์เป็นกระทู้ที่นี่) แล้วก็พวก Hibernate, Spring (นิดๆ), Struts (หน่อยๆ), Toplink, AspectJ
พวก AJAX library ไม่แน่ใจว่าจะนับด้วยไหม? ไม่ได้เล่นตัวไหนจริงๆจังๆ งานต้องใช้อะไรก็ดึงๆมาใช้ครับ
ที่เล่าๆมาหลักๆก็เป็นพวก framework ที่ช่วยนิดๆหน่อยๆเฉยๆ ส่วนใหญ่จะคล้ายๆกัน concept ต่างกันนิดหน่อย ถ้าเข้าใจ concept ก็ศึกษาได้ไม่ยากครับ แต่ถ้าจะนับตัวที่เปลี่ยนแนวความคิดในการพัฒนาไปเลย คงจะเป็นพวก Ruby, Groovy ครับ ศึกษาแล้วจะได้เห็นโลกใหม่
ประสบการณ์การทำงาน รวมๆกันได้ประมาณ 3 ปีครับ (2 ปีในวงการพัฒนา software และอีก 1 ปีระหว่างวงการการศึกษากับธุรกิจ)
คำถามสุดท้าย อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้ผมศึกษา คำตอบคือเพราะชอบครับ ผมเคยเล่าๆในหลายๆกระทู้ก่อนๆว่าผมเคยลาออกจากงานมานั่งศึกษาพวก technology ใหม่ๆ (ตอนนั้น) กับนั่งตอบนาริสาอยู่ครึ่งปี นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ แรงผลักดันจากความอึดอัดที่ technology ใหม่ๆมันออกมาตลอดเวลา แล้วตามอ่านไม่ทัน กับรู้สึกตัวเองกระจอกงอกง่อยทำอะไรไม่เป็น แต่พอศึกษาไปเรื่อยๆ ตัวหลังๆก็เร็วขึ้นเรื่อยๆนะครับ การตอบนาริสาช่วยเยอะครับ ตอนทำงาน ขอบเขตของปัญหาที่เราเจอมันแคบ การตอบนาริสาทำให้ขอบเขตนั้นกว้างขึ้นเป็นระดับประเทศครับ (ถ้าภาษาอังกฤษดีก็ไปตอบ forum เมืองนอกดู จะกางขอบเขตเป็นระดับโลกครับ ปัญหาแปลกๆที่อาจจะเจอเช่น character encoding ของภาษาจีน ฯลฯ) นอกจากนี้ก็ได้ฝึกพูดคุยผ่านตัวหนังสือครับ ความสามารถในการเรียบเรียง การดำเนินไปของความคิดเราโดยคงอารมณ์ที่อยากจะสื่อไว้เป็นสิ่งที่หาที่ฝึกยากนะครับ ^ ^
certificate ที่มีก็มีของ JavaSE 5.0 กับของ Java Webservice ครับ ตัวแรกสมัครเพราะมันลดราคา ตัวที่สองสมัครเป็น beta tester ให้ เพราะมันสอบฟรีครับ ^ ^ ถ้าถามว่ามันสำคัญมั๊ย กระดาษที่ได้มาหลังจากนั้นไม่สำคัญครับ แต่การสอบสำคัญกว่า หลังจากเรียนจบออกมา มีโอกาสไหนบ้างที่เราได้ test ว่าเราอยู่ลำดับที่เท่าไหร่? ได้กี่คะแนน อะไรบ้างที่เรารู้แล้วและอะไรบ้างที่เรายังไม่รู้ ผมสอบ cert. Java ตัวแรกแบบไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่ได้ตั้งใจหรอกครับ แต่งานยุ่งอ่านไม่ทัน ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เลยไปสอบแบบไม่อ่านมันซะเลย จะได้รู้ว่าเราตอนปกติที่ไม่ได้ทบทวนได้มาตรฐานที่ Sun วางไว้ไหม? ผลคือได้คาบๆเส้นมาครับ ^ ^" ที่น่าดีใจคือได้ part OOP 100% (ยังดีใจไม่เท่าตอนสอบ mid-term วิชา OOP ของ อ.วีระศักดิ์แล้วได้ 100 เต็มครับ หลังจากนั้น ผมไม่เคยเสียคะแนนวิชา OOP ให้กับข้อสอบไหนๆอีกเลย <<ยืดอกพิมพ์ด้วยครับ
ตัวที่สองอ่านทบทวน standard ของ WS นิดหน่อย (เพราะไม่มีเวลาอีกแล้ว) แล้วก็ไปสอบเลย พอใจกับผลอีกเหมือนกัน ที่ได้ส่วน software architecture design & deployment และส่วน specification ของ standard webservice ประมาณ 80% ส่วนพวก technology Java ที่ใช้ implement webservices ได้ประมาณ 20% ครับ ผลคือคาบเส้นออกมาเหมือนกัน ^ ^"
ผมพอใจกับการสอบ cert. ทั้งสองครั้ง ไม่ใช่เพราะผ่าน แต่เพราะคะแนนออกมาตามที่หวังไว้ (ได้เยอะส่วนที่อยากได้เยอะ และได้น้อยส่วนที่ไม่สนใจ) ที่ดีเพราะนั่นแปลว่าผมรู้ว่าผมทำอะไรได้ดีและทำอะไรไม่ค่อยได้ ผมว่าการรู้จักตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เวลาได้งานมา เคยลองกะไหมครับ ว่างานนี้เราใช้เวลาเท่าไหร่? แล้วกะได้แม่นมากน้อยแค่ไหน? ถ้าไม่แม่น ลองกลับมาวิเคราะห์ดูไหมว่าเพราะอะไร? มันคาดเคลื่อนเพราะเราขาดความเข้าใจใน domain knowledge หรือว่าเพราะเรา design ผิด หรือเพราะเราขี้เกียจ หรือเพราะประมาท หรือว่าเพราะอะไร?
ไม่สำคัญว่าตอนนี้เรารู้อะไร ไม่รู้อะไร สำคัญว่าเรารู้ตัวเองไหมว่าเรารู้อะไรบ้าง แล้วเราไม่รู้อะไรบ้าง การรู้จักตัวเองนำไปสู่การวางแผน การวางแผนนำไปสู่ process improvement และ process improvement จะทำให้เราไปถึง full potential ของเราครับ ถ้าเรา excecute ด้วย maximum performance แล้ว หลังจากนั้นการ ขยาย capability หรือ capacity ก็จะเห็นผลครับ เมื่อทำแล้วได้ผล ก็จะอยากทำต่อไปอีก เป็นจิตวิทยาที่สนับสนุน life-long learning ครับ
ปล.
- ผมตอบทั้งๆที่ไม่คิดว่าผมเก่ง แต่หน้าด้านจะตอบเพราะเชื่อว่าความเห็นคนของเก่งหรือไม่เก่งก็เป็นประโยชน์กับคุณ cddycat ได้เหมือนกัน ^ ^
#4
Posted 07 December 2009 - 04:54 PM
ผมก็เคยอ่อนใจเหมือนกัน
(แต่พี่ minimalist Post คำแนะนำดีๆ จนผมคิดได้ว่า ไม่ต้องคิดไรหรอกมากครับ สู้ๆมันไปเถอะ)
เคยเครียด แบบพี่ juacompe อะไรเยอะแยะ ตามไม่ทัน
(ถึงวันนี้ก็ตามไม่ทัน 55 เอาที่ตัวเองสนใจละกัน)
ขอตอบ
Quote
ถ้าอ่านแบบ ทุกหน้านี้อาจไม่มีสักเล่ม T_T
แต่ถ้าอ่านที่สนใจศึกษาจุดนั้น ก็ประมาณ10เล่มได้
(หนังสือ ไทยอีกเพียบ หนังสือของพี่ siros ผมซื้อมาอ่านทั้ง2เล่ม
แล้วนะครับ หาที่เชียงใหม่ยากมากต้องลงมาซื้อถึงกรุงเทพ T_T)
แล้วก็รอหนังสือของพี่ minimalist ด้วยครับ
แต่ส่วนใหญ่ตอนนี้ศึกษาจาก internet ก็เยอะครับ
(แอบถามแถวนี้แหละ ^^)
certificate นี้ก็ขอตอบแสดงความคิดดังนี้
ผมว่ามีcertificate ก็ดีกว่าไม่มีอยู่แล้วละครับ
(อย่างน้อยก็แปลว่าเคยได้ศึกษามาบ้างจะเก่งแค่ไหนนำไปใช้ได้ดีแค่ไหนนั้นอีกเรื่องคร
ับ)
เพียงแต่ ผมจะแบ่ง certificate ออกเป็น 2กลุ่ม
1 certificate ที่ได้มาไม่ยาก
(หมายถึง พวกที่ท่องไปสอบได้จนเดียวนี้นักษาศึกษามีเยอะมาก เชียงใหม่ก็เยอะ SCJPเนีย
แต่ try catch คืออะไรไม่รู้ O_o)
2 certificate ที่ได้มายาก
(พวกนี้ท่องไม่ได้ ต้องรู้จริงเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นพวก certificate ตัวใหญ่ด้วย)
ผมเองก็มี certificate 3 ใบ
java=2
.NET=1
แต่ว่าพวกนี้มัน ท่องไปสอบได้หมดผมเลยไม่ได้สนใจว่าผมจะมีหรือไม่มี
ผมเคยสอบรับทุนจาก SIPA เพื่อสอบ SCEA (และได้รับทุน O_o)
แต่ผมไม่ไปสอบ(เพราะรู้ตัวว่า สอบไม่ผ่านหรอกยังไม่รู้อะไรอีกเยอะ)
มีไปก็อายตัวเอง(ใจจริงยังอยากสอบนะครับ แต่จะไปเมื่อมันใจตัวเองแล้วว่าคู่ควรจะมี)
สุดท้ายแล้วผมว่าคุณ cddycat อาจจะต้องพักผ่อนหาทางเติมไฟให้ชีวิต แล้วหาทางที่ตัวเองชอบลุยต่อเลยครับ
This post has been edited by best0032001: 09 December 2009 - 10:01 AM
#5
Posted 07 December 2009 - 05:27 PM
เบื่อที่ทำงาน ก็ออกหรือย้ายซะ .... เพราะว่า งานด้านนี้มีเกลื่อนเมืองครับ แต่คุณจะเหมาะ หรือ มันจะเหมาะ กับคุณหรือไม่ จนกว่าคุณจะได้ลองเองครับ
ผมเคยได้ยินเขาบอกว่า อยากรู้ว่าขาดอะไร ก็ทำซะ ..... อย่ารีรอครับ
ส่วนเรื่อง certified ถ้าอยากสอบก็ตั้งเป็นเป้าหมายเลยครับ เป็นการเติมเชื้อไฟอีกทางหนึ่งเหมือนกัน แต่ขอแนะนำว่า ให้สอบในสายงานที่คุณทำจริงๆ ไม่ใช่สอบกวาดไปหมด [ สอบไปแต่ไม่ได้ใช้ จะสอบไปเพื่ออะไร ]
#7
Posted 07 December 2009 - 06:32 PM
เบื่อก็จะหาอะไรใหม่ๆมาเล่นแทนช่วยทำให้ไม่เบื่อได้ระดับหนึ่งครับ
ส่วนเรื่องเงินเมื่อก่อนตอนจบมาใหม่ผมมองว่ามันไม่สำคัญแค่ได้ทำงานที่ชอบก็พอแต่พอเ
อาเข้าจริงๆนานเข้าผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรเลยเพราะบ้าน
ไม่ได้รวยพ่อแม่ไม่มีอะไรให้ต้องเก็บเงินด้วยตัวเอง หาเงินเรียนเองแค่นี้ก็ไม่มีเงินเก็บแล้วครับต้องเก็บเอาไว้เรียน ตอนนี้ผมเลยเริ่มมองว่ามันสำคัญละ
#8
Posted 08 December 2009 - 09:40 AM
ผมเป็นโปรแกรมเมอร์มาจะห้าปีแล้วเหมือนกันครับ (ไม่เคยตั้งใจว่าจะเป็นเลย แต่ไปๆมาๆก็มาเป็นโปรแกมเมอร์)
ตอนเรียนขยันอ่านหนังสือเหมือนกัน แต่วิชาที่ไม่เกี่ยวกับคอมพ์ก็ไม่ชอบอ่านนะ
Cert ก็พอมีบ้าง แต่ไม่ค่อยศรัทธามันเท่าไหร่ มีไว้กันเหนียว แต่บางตัวถ้าตั้งใจอ่านก่อนแล้วค่อยไปลองทำกับ TestKing ก็ได้ความรู้เยอะเลย
Cert สำคัญสำหรับแรกพบ เป็นใบเบิกทางให้เราเข้าถึงงานได้ง่ายขึ้นครับ หลังจากนั้นจะไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ เพราะอยู่ที่เรามากกว่า
ทำงานอยู่ Software House มานานครับ ต้องเรียนรู้ระบบใหม่ๆไปเรื่อย ตอนจบใหม่ๆก็สนุกดีอยู่หรอกครับ
แต่เพราะเริ่มอายุมากขึ้นการเรียนรู้อะไรใหม่ๆเรื่อยๆก็ทำให้เราต่อยอดไม่ได้สักที
ผมเลยเปลี่ยนมาเป็นหาที่เราชอบและถนัด แล้วพยายามรู้มันให้ลึกเท่าที่ทำได้ครับ (คิดเอาเองว่าหมดเวลาเล่นทุกอย่างเหมือนเด็กๆแล้ว)
Text Book ก็อ่านเรื่อยๆครับ แต่ไม่จบสักเล่ม เห้อ
จริงๆแล้วเงินเดือนก็สำคัญแต่ในสายตาผมความมั่นคงสำคัญมากกว่า ถึงจะเอามาถ่วงกัน
เงินเดือนถ้าจะเยอะก็ต้องให้เยอะพอที่จะเป็นเสบียงให้เราในยามเกษียรได้
ไม่งั้นก็หาอะไรที่มั่นคงทำจะดีกว่า
ความคิดเห็นผมอีกอย่างคือ ประเทศไทยมีช่องทางให้ Expert เดินครับ แต่น้อยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
หลายๆคนเลยเอาดีด้วยการ พยายามย้ายตัวเองมาอยู่บนเส้นทางสายบริหาร
สุดท้าย สำหรับวิชาชีพของพวกเราไม่ปล่อยตัวปล่อยใจ เราก็จะจับกระแสเทคโนโลยีไม่ทัน และตกกระป๋องในที่สุดครับ
This post has been edited by Fuangwith: 08 December 2009 - 09:54 AM
#9
Posted 08 December 2009 - 09:52 AM
ผมเคยอ่านเจอว่า Thomas Edison เคยพูดว่า
Quote
ผมคิดว่า เราไม่ควรเอาชีวิตไปผูกไว้กับแรงบันดาลใจส่วนตัวจนเกินไป เพราะมันมีหมด มีลด มีหาย (เงินน้อย เบื่องาน เบื่อเพื่อนร่วมงาน เบื่อหัวหน้า ฯลฯ)
ในกรณีนี้ ถ้าเราคิดซะว่า เราเป็น professional ถูกจ้างมาทำงาน .. เราอยากเก่งหรือไม่อยากไม่สำคัญ แต่เราต้องทำงานให้ดีให้สมกับค่าจ้าง ทั้งค่าจ้างในวันนี้ และในอนาคตที่เราจะพัฒนาตัวเองขึ้นไป
ซึ่งองค์ประกอบในการทำงานดีมีหลายอย่าง มีมิติมากกว่าแค่เป็นคนเก่ง และสำหรับผมมองว่า สำคัญกว่าการเป็นคนเก่งเสียอีก
ขออนุญาตแนะนำหนังสือซักเล่มนึง เผื่อจะช่วยจุดประกายได้

The Pragmatic Programmer: From Journeyman to Master
หนังสือเล่มนี้ น่าจะเป็นหนังสือ self help สำหรับคนสาย programmer เล่มแรก ๆ เลย (พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1999) ปัจจุบันมีหนังสือแนวนี้ออกมาเยอะพอสมควร
อยากให้คนที่ทำงานสาย programmer ทุกคน ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ครับ
#12
Posted 08 December 2009 - 01:33 PM
#13
Posted 08 December 2009 - 02:18 PM
ในความรู้สึกผมงานสายนี้ถ้าหยุดเรียนรู้ก็เท่ากับเริ่มถอยหลังแล้วครับ
จริงๆแล้วเท่าที่อ่านมาสถานะภาพตอนนี้ของคุณ cddycat เหมาะกับการหาความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมมากครับ เพราะคุณน่าจะไม่ได้มีงานที่ยุ่งๆอยู่
ถ้าเอาใกล้ๆตัวก็ลองมองในที่ทำงานดูครับแล้วลองคิดว่า "ถ้าเรามีอำนาจในการตัดสินใจ มีอะไรที่ทำแล้วมันทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้นบ้าง?"
หรือลองหาหัวข้อมาศึกษาเองก็ดีครับ
#14
Posted 08 December 2009 - 03:45 PM
ยากครับ จะทำอะไรได้ดีโดยใจไม่รัก มันทำได้ไม่นานหรอก
ทัศนคติที่ชอบเรียนรู้อยู่ตลอดเป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับอาชีพประเภทนี้
จากที่ฟังที่เล่ามา ด้วยความเคารพ ดูแล้วคุณเหมือนคนไม่ชอบเรียนรู้ ทำงานมา 4-5 ปีผมว่ามันพอจะตอบคำถามตัวเองในระดับหนึ่งแล้วละ ว่าจะเลือกทางเดินชีวิตแบบไหน?
ถ้าคิดจะกลับเข้าสู่เส้นทางสายนี้อยู่คงต้องอาศัยการปรับทัศนคติให้มีความรักในการอย
ากเรียนรู้ก่อน ไม่งั้นก็จะทำได้ไม่ทนอีกเหมือนเดิม
เอาใจช่วยนะครับแล้วผมก็ไม่ได้ไล่ เพื่อนผมที่เรียนมาด้วยกันโตมาด้วยกันก็มีหลายคนที่เป็นแบบนี้ คิดแล้วก็น่าเศร้า
หลายคนที่หยุดไม่ได้มีใจรักแต่แรก ยิ่งโตยิ่งลำบากยิ่งบางคนที่โตเร็วเกินในตอนแรก ทำงานไปก็สู้เด็กจบใหม่ๆ ไฟแรงไม่ได้ มันน่าเจ็บใจ ต้องมาพะวงว่าใครจะมาเลื่อยขาเก้าอี้อีก
เพื่อนผมคนนั้นเดี๋ยวนี้หันไปเอาดีทางด้านการถ่ายรูปแทนแล้วครับ ถ่ายออกมาสวยเชียว ทำได้ดี เงินก็ดีด้วย
เพราะใจมันรักครับ
#15
Posted 08 December 2009 - 08:50 PM
คุณ comx อ่าน The Passionate Programmer หรือยังครับ ถ้าอ่านแล้ว เนื้อหาข้างในเป็นยังไงบ้างครับ ช่วยแนะนำหน่อย
ขอบคุณครับ

Help
















